top of page
  • รูปภาพนักเขียนDOGBY-DOO!

อยากขายชุดหมา ควรรับมาขาย หรือทำแบรนด์เอง อะไรดีกว่ากัน?

อัปเดตเมื่อ 21 ก.พ. 2564

ยุคนี้เป็นยุคที่คนเข้าถึงสินค้าได้ง่ายมาก การที่จะมีชุดหมามาขายไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แม้ไม่มีทุนก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการพรีออเดอร์ ดังเช่นบทความนี้ How To ขายเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยง รับมาขายไปแบบละเอียดยิบ ทำตามได้เลย (1) ที่เราเคยเขียนแนะนำเอาไว้


มีวิธีใดบ้างที่เราจะขายเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงได้ ไม่ว่าจะมีทุน หรือไม่มีทุนก็ตาม


1. ขายเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยง แบบ Pre Order

2. รับเสื้อผ้าจากร้านขายส่งมาขาย


แต่ทั้ง 3 วิธีนี้ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกคน แล้ววิธีไหนจะเหมาะกับใครบ้าง เราจะรู้ได้ยังไงว่าใน 3 ข้อนี้ แบบไหนมันจะ Work กับเรา ลองมาดูกันทีละข้อนะคะ ว่ามีข้อดี ข้อเสียยังไง และเหมาะกับใคร


1.ขายเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงแบบ Pre Order 


เหมาะกับใคร : คนที่ไม่มีทุน ไปจนถึงคนที่ทุนน้อยประมาณ 500-1,000 บาท ขึ้นไป


วิธีการขาย : ไม่ต้องสต๊อกสินค้า เพียงแค่ศึกษาเว็บจีน เช่น 1688.com, Taobao.com, Tmall.comAlibaba.com แล้วก๊อปปี้รูปสินค้ามาขายในช่องทางต่างๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ เพจขายของ หรือแม้แต่เฟซบุ๊คส่วนตัว (ถ้าใครมีทุนจะสต๊อกของก็จะดีมาก)


ข้อดี :คุณสามารถคัดสรรสินค้าสวยๆ (ถาพถ่ายเขาสวยมาก กินขาด) ดีไซน์เสื้อผ้าหมาแมวแปลกๆ เข้ามาขายได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนสักบาท


ข้อเสีย : เพราะความที่เริ่มต้นง่าย แบบไม่ต้องลงทุนนี่แหละ จึงทำให้มีคู่เเข่งเยอะมาก แต่ละร้านต่างก็ไม่สต๊อกของ จึงเน้นจูงใจสินค้าด้วยการตั้งสินค้าให้ราคาถูกเข้าไว้ บางเจ้าได้กำไรต่อชิ้น 20 บาทก็ยอม เมื่อเกิดการเเข่งขันด้านการตัดราคามากๆ การเเข่งขันสูง จึงเสี่ยงต่อการขาดทุน เพราะการขายสินค้า Pre Order แท้จริงแล้วต้นทุนไม่ได้อยู่ที่ราคาสินค้า แต่อยู่ที่ค่าขนส่งจากจีนมาไทยต่างหาก และยังไม่รวมค่าขนส่งภายในประเทศอีกด้วย (นี่ยังไม่รวมปัญหาจีนส่งของไม่ครบ ส่งของเลทอีกด้วย)


แนวทางในการแก้ไขปัญหา : 


1. ต้องท่องเว็บจีนเก่ง หาของเก่ง จะทำให้เราได้สินค้าที่ไม่เหมือนคนอื่น (แรกๆ อาจจะไม่คล่อง แต่ลองได้ทำสักล๊อตหนึ่ง รับรองคล่องแน่นอน)


2. ต้องขยันลงสินค้า เพิ่มจำนวน SKU สินค้าให้หลากหลาย ด้วยความที่เราไม่ได้สต๊อกของ ก็ต้องมีของ มีรูปมาให้เลือกเยอะๆ ดึงให้ลูกค้าเพลิดเพลิน ให้อยู่ที่หน้าเว็บหรือหน้าเพจของเรานานๆ ให้ได้ งานนี้ไม่ลงทุนสต๊อกก็ต้องขยันค่ะ ไม่มีใครลงรูปสินค้า 1-5 รูปแล้วขายดีดั่งใจนึกหรอก


3. ถ้าไม่ขยันหาสินค้า ไม่ขยันลงรูป ก็ต้องเก็งการทำกำไรจากสินค้าเพียงตัวใดตัวหนึ่งเก่ง ซึ่งสินค้าตัวนั้นจะต้องเป็นของที่มีความจำเป็น ไม่ได้แฟชั่นแบบเสื้อผ้าทั่วไป


4. เสนอรูปแบบริการที่แตกต่าง เช่น คนอื่นลงขายปลีก แต่เราอาจจะทำเรทขายส่งแทน หรือไม่ก็เป็นร้านบุฟเฟต์ จัดหมวดหมู่เซ็ทสินค้าเป็นกลุ่ม 399 สั่งได้ 5 ตัว 499 สั่งได้ 8 ตัว อะไรแบบนี้เป็นต้น ต้องครีเอท อย่าสู้กับคนอื่นแค่ราคาอย่างเดียว



2. รับเสื้อผ้าจากร้านขายส่งมาขาย 


เหมาะกับใคร : คนที่พอมีเงินทุนบ้าง ประมาณ 1,500-3,000 บาท ขึ้นไป 


วิธีการขาย : ไปสั่งซื้อเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงราคาส่ง เพื่อมาขายทำกำไรในราคาปลีก 


ข้อดี : แค่มีเงินก็ลงทุนได้เลย และหากบางเจ้าที่ขายส่งไม่ได้ตีแบรนด์ เราจะสามารถทำ Label แล้วตีแบรนด์ตัวเองลงไปได้ทันที และวิธีนี้มีข้อดีกว่าแบบพรีออเดอร์คือ ไม่ต้องรอนาน ลูกค้าสั่งแล้วก็จัดส่งได้เลย ถือว่าได้เปรียบกว่า


ข้อเสีย : เราไม่มีสินค้าที่แตกต่างจากคนอื่นมากนัก (เพราะคนขายปลีกเจ้าอื่น อาจจะรับชุดมาจากเจ้าเดียวกับเรา) เมื่อสินค้าขาดเอกลักษณ์ ก็ทำให้ร้านไม่โดดเด่นและอาจจะต้องวนมาสู้กับคนอื่นด้วยสงครามราคาอีกครั้ง ต่างอะไรจากการรบในสนามเดิม แค่เปลี่ยนจากมีดสั้นเป็นดาบยาว 



แนวทางในการแก้ไขปัญหา :


1. หากเสื้อผ้าที่รับมาขายเหมือนคนอื่นๆ อาจจะมีการตกแต่ง หรือ DIY เพิ่มเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความแตกต่าง เช่น รับเสื้อเปล่าน้องหมามาขาย ก็หาตัวรีดติดเสื้อน่ารักๆ มารีดติดลงไป ฯลฯ 


2. ถ่ายทำภาพสินค้าให้สวยงาม ใส่ใจการนำเสนอมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าให้สินค้าดูแพงขึ้น ถือว่าเป็นการดึงดูดความสนใจบนหน้า Feed ของเฟซบุ๊ค หรืออินสตาแกรม อย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าการเอามากองบนพื้นแล้วอัพขายเลย รูปสวยกว่า มันก็สะดุดตาคนได้มากกว่า 


3. หาเจ้าที่ขายส่งมากกว่า 1 เจ้า เพื่อเป็นการกระจาย Supplier หากเจ้าใดเจ้าหนึ่งเกิดปัญหา เราก็ยังมีของมาขาย และการมีหลายเจ้าก็ทำให้สินค้าเราหลากหลายมากขึ้น (แน่นอนว่าต้องลงทุนสต๊อกมากขึ้น) 


4. อาจจะทำระบบเมมเบอร์ ของมาใหม่ลูกค้าเมมเบอร์มีสิทธิ์สั่งก่อน เป็นการเพิ่มความรู้สึกพิเศษให้ลูกค้า ดึงดูดให้คนมาเป็นลูกค้าประจำ เป็นต้น (ก็คู่เเข่งรับจากเจ้าเดียวกันมาขายเยอะ เราต้องมีอะไรที่พิเศษกว่า) 



3. ตัดขายเอง หรือทำแบรนด์ตัวเอง 


เหมาะกับใคร : คนที่สนใจทักษะการตัดเย็บ หรือสามารถออกแบบงานที่แตกต่างได้ และเข้าใจผลดีระยะยาวของการทำแบรนด์เอง ที่อาจจะไปช้าแต่ว่ายั่งยืนกว่า เงินลงทุนควรมีตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป (นับรวมตั้งแต่จักรเย็บผ้า ไปตลอดจนวัสดุตัดเย็บ) 


วิธีการขาย : หากทำคนเดียว ก็ต้องออกแบบชุด ขึ้นแพทเทิร์น และลงมือตัดเย็บเอง ควบตำแหน่งการตั้งราคาขาย แพ็คของส่ง ฯลฯ ด้วยตัวคนเดียวทุกอย่าง 


หรือหากไม่มีเวลาทำคนเดียว ทำงานประจำ ทำคนเดียวไม่ไหว ก็สามารถออกแบบชุด ขึ้นแพทเทิร์น และส่งงานให้ช่างเย็บผ้าทำงานได้ ซึ่งไม่ว่าจะทำคนเดียว หรือหลายคน ก็ทำให้เรามีสต๊อกสินค้ามาขายเองในแบบที่แตกต่างไม่ซ้ำกับร้านอื่น 


ข้อดี : สามารถออกแบบชุดเองได้ ทำให้มีสินค้าที่แตกต่างจากท้องตลาด (แน่นอนว่าการลงทุนจะสูงกว่า 2 ข้อที่ผ่านมา) รวมไปถึงสามารถควบคุมต้นทุนวัสดุในการผลิตได้ว่าจะใช้มากหรือน้อยเท่าไรดี และการทำแบรนด์เอง แม้ว่าจะเติบโตได้ช้า แต่ว่ายั่งยืนกว่าและสามารถต่อยอดสินค้าได้หลากหลาย เมื่อแบรนด์สินค้าติดตลาดแล้ว ต่อให้ตัดขายคนเดียว แต่ก็มีฐานลูกค้ารองรับทุกครั้งที่ออกสินค้าใหม่ 


ข้อเสีย : อาจจะท้อได้ง่ายเมื่อถูกก๊อปปี้แบบ แต่เราต้องลุกขึ้นมาสู้ใหม่ค่ะ การทำแบรนด์เองเป็นการแบกรับทุกอย่าง สร้างทุกอย่างให้เกิดขึ้น ไม่ต่างจากการเลี้ยงเด็กทารกคนหนึ่ง ที่เราต้องดูแล ประคับประคองให้เติบโต ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรก็ตาม 


แนวทางในการแก้ไขปัญหา : 


1. ฝึกเป็นคนคิดบวก ไม่มองโลกในแง่ลบ เพราะในการทำธุรกิจ เมื่อเจอเรื่องกวนใจ เจอคนก๊อปปี้แบบ เราจะหัวเสียได้ง่าย ดังนั้นการประคองจิตใจจึงสำคัญมาก 


2. ต้องไวต่อตลาด หมั่นเช็คแบบเสื้อผ้าและเทรนด์ฮิตบ่อยๆ เพื่อนำไปออกแบบชุดใหม่ๆ มาขาย ไม่ให้ลูกค้าจำเจ 


3. ออกสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอ นั่นหมายความว่าเราต้องเป็นคนที่มีวินัยในการทำงานสูงมากๆ การออกสินค้าใหม่อย่างสม่ำเสมอจะทำให้เกิดกลุ่มลูกค้าคอยติดตามอยู่ตลอด 


4. สร้างวัฒนธรรมในการสั่งซื้อในกลุ่มลูกค้า เพราะสินค้าของเราผลิตตามรอบ ดังนั้นจึงควรทำให้ลูกค้าตื่นเต้นทุกครั้งที่มีสินค้าออกใหม่ และไม่รอช้าที่จะสั่งซื้อ 




บทความนี้เป็นการแยกการขายเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงทั้ง 3 แบบ ออกมาเป็นส่วนๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทำการพิจารณาและเปรียบเทียบด้วยตนเองว่า ตอนนี้เราเหมาะที่จะทำแบบไหน อย่ากังวลแต่ว่าไม่มีเงินทุน ไม่มีฐานลูกค้าแล้วจะทำขายไม่ได้ การขายเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงมีหนทางมากมายค่ะ เพียงแต่เราต้องรู้จัก เข้าใจเสียก่อนว่า วิธีไหนที่เราสามารถทำได้ในตอนนี้ และวิธีไหนที่เราจะค่อยๆ สะสมทุน และพัฒนาไปทำได้ 


เราอาจจะเริ่มจากเปิดขาย Pre Order แบบไม่มีทุน แล้วค่อยๆ ขยับมาเป็นทำแบรนด์ของตัวเองขายได้ แม้ว่าจะใช้เวลาสักหน่อย แต่ทำได้อย่างแน่นอนค่ะ


อ่านย้อนหลัง ซีรีย์ ขายเสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงแบบ Pre Order แต่ละตอน 


ดู 4,637 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Comments


  • Facebook
  • Instagram
  • YouTube
  • Pinterest
bottom of page